กฎหมายการบิน (Air Law)
กฎจราจรของท้องฟ้า — สิทธิการผ่านทาง ไฟและสัญญาณ ชั้นห้วงอากาศ VFR/IFR เอกสารประจำเครื่อง รหัสฉุกเฉิน และตัวเลขเกณฑ์ของ PPL
เว็บไซต์นี้จัดทำเพื่อการศึกษาและการเตรียมสอบเบื้องต้น ผู้เรียนควรตรวจสอบกับเอกสารทางการของหน่วยงานกำกับดูแลและครูการบินก่อนนำไปใช้จริง เนื้อหาอ้างอิงมาตรฐาน EASA เป็นหลัก ตัวเลขและกฎบางข้ออาจต่างจากหลักสูตรของสำนักงานการบินพลเรือนไทย (CAAT)
เว็บไซต์นี้เป็นโครงการอิสระเพื่อการศึกษา ไม่ได้สังกัด ไม่ได้รับการรับรอง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ EASA, ICAO, CAAT หรือหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ ข้อสอบเป็นเนื้อหาที่เรียบเรียงขึ้นเอง หรือนำมาจากแหล่งทางการที่เผยแพร่สู่สาธารณะ/เปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี (เช่น FAA ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ และคลังข้อสอบ PSTAR ของ Transport Canada) โดยมีการระบุที่มาในแต่ละข้อ ทั้งนี้ไม่ใช่ข้อสอบจริงที่ใช้สอบของ EASA หรือ CAAT
ลองจินตนาการถึงถนนที่ไม่มีกฎจราจรสักข้อ ไม่มีไฟแดง ไม่มีเส้นแบ่งเลน ใครอยากไปไหนก็พุ่งไป ภาพที่ได้คือความโกลาหล ท้องฟ้าก็เช่นเดียวกัน ยิ่งสูงและยิ่งเร็ว ยิ่งต้องมีกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน นั่นคือหัวใจของ กฎหมายการบิน (Air Law)
1.1 ใครต้องหลีกทางให้ใคร (Right of Way)

กฎสิทธิการผ่านทางมีไม่กี่ข้อ แต่ออกสอบแทบทุกครั้ง หลักคิดง่าย ๆ คือ ยิ่งบังคับทิศทางได้ยาก ยิ่งมีสิทธิก่อน บอลลูนบังคับทิศแทบไม่ได้ จึงมีสิทธิเหนือทุกลำ ส่วนเครื่องบินเครื่องยนต์ที่คล่องตัวที่สุด ต้องเป็นฝ่ายหลบให้ผู้อื่น
- บินสวนกันตรงหน้า (head-on): ทั้งสองลำเลี้ยวขวา (turn right)
- แซงกัน (overtaking) ทั้งบนอากาศและบนพื้น: ให้แซงทางขวา
- เครื่องที่กำลังลงจอด มีสิทธิก่อนเครื่องที่ลอยอยู่ทั่วไป
1.2 ไฟและสัญญาณ

เมื่อตกค่ำและท้องฟ้ามืดลง เครื่องบินมองหน้ากันไม่เห็น สิ่งเดียวที่บอกว่าอีกลำหันหน้าไปทางใด คือ ไฟเดินอากาศ (Navigation Lights) สามดวง ได้แก่ ไฟแดงที่ปลายปีกซ้าย ไฟเขียวที่ปลายปีกขวา และไฟขาวที่ท้ายเครื่อง
เมื่อวิทยุขัดข้อง หอบังคับการบินจะใช้ ปืนสัญญาณไฟ (light gun) สื่อสารแทน ไฟเขียวคงที่หมายถึงอนุญาต ไฟแดงคงที่หมายถึงห้ามหรือให้ทาง ส่วนไฟบอกมุมร่อนลงอย่าง PAPI และ VASI จะบอกว่าคุณกำลังร่อนสูงไปหรือต่ำไป
1.3 สัญญาณมือภาคพื้น (Marshalling)

ก่อนล้อเครื่องจะแตะรันเวย์ มีเจ้าหน้าที่ภาคพื้น (marshaller) คอยโบกไม้สัญญาณนำทางบนลานจอด ท่าที่ออกสอบบ่อย เช่น แขนเหยียดออกแล้วงอข้อศอกเข้าหาตัว หมายถึงให้เคลื่อนเข้ามา
1.4 ห้วงอากาศ (Airspace)

ท้องฟ้าถูกแบ่งออกเป็นชั้นตั้งแต่ A ถึง G ยิ่งเป็นตัวอักษรต้น ๆ ยิ่งควบคุมเข้มงวด ยิ่งเป็นตัวอักษรท้าย ๆ ยิ่งมีอิสระ
- VFR (Visual Flight Rules) คือการบินด้วยสายตา ต้องมีสภาพอากาศ VMC ตามเกณฑ์ทัศนวิสัยและระยะห่างจากเมฆ
- IFR (Instrument Flight Rules) คือการบินด้วยเครื่องวัด ใช้เมื่อสภาพอากาศต่ำกว่าเกณฑ์ VMC
- เขตที่ต้องระวัง: เขตจราจรสนามบิน (ATZ) ต้องเรียกวิทยุก่อนเข้า, เขตบังคับวิทยุ (RMZ) ต้องมีวิทยุ, เขตอันตราย (Danger Area)
บริการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Services) แบ่งเป็นสี่ประเภท ได้แก่ การควบคุม (Control), การให้ข้อมูล (Flight Information), การให้คำแนะนำ (Advisory) และการแจ้งเหตุ (Alerting)
1.5 เอกสาร กฎหมาย และเหตุฉุกเฉิน
- หน้าที่ผู้ควบคุมอากาศยาน (Duties of Commander): รับผิดชอบความปลอดภัยสูงสุด ตรวจเอกสารและน้ำหนักก่อนบิน
- อนุสัญญาชิคาโก มาตรา 5: สิทธิการบินผ่านและการแวะจอดของอากาศยานระหว่างประเทศ
- เอกสารที่ต้องพกบนเครื่อง: ใบรับรองความสมควรเดินอากาศ (C of A), ทะเบียน (registration), ใบอนุญาตนักบิน และประกันภัย
- การสอบสวนอุบัติเหตุมีเป้าหมายเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด
1.6 ใบอนุญาต PPL — ตัวเลขที่ต้องจำ
ผู้ถือใบอนุญาต PPL บินส่วนตัวได้ แต่จะรับค่าจ้างไม่ได้ (not for hire) ตัวเลขเกณฑ์สำคัญตามมาตรฐาน EASA มีดังนี้
- ชั่วโมงบินขั้นต่ำ: รวม 45 ชั่วโมง โดยมีชั่วโมงบินกับครู (dual) อย่างน้อย 25 ชั่วโมง และบินเดี่ยวภายใต้การกำกับ (supervised solo) อย่างน้อย 10 ชั่วโมง
- ในจำนวนนั้นต้องมี บินเดี่ยวข้ามเส้นทาง (solo cross-country) อย่างน้อย 5 ชั่วโมง ครอบคลุมระยะตั้งแต่ 150 ไมล์ทะเล และแวะลงสองสนามที่ไม่ใช่สนามบ้าน
- อายุขั้นต่ำ: บินเดี่ยวได้เมื่ออายุ 16 ปี และถือใบอนุญาตได้เมื่ออายุ 17 ปี
ใบรับรองแพทย์ (Medical Certificate) นับอายุจากวันตรวจในกรณีออกใหม่หรือต่ออายุ แต่หากต่ออายุก่อนหมด (revalidation) ให้นับต่อจากวันหมดอายุเดิม ส่วน การบินกลางคืน ต้องมีศักยบัตรบินกลางคืน (Night Rating) ซึ่งกำหนดให้บินเพิ่มรวม 5 ชั่วโมง โดยมีบินกับครู 3 ชั่วโมง ขึ้นลงกลางคืน 5 ครั้ง และบินเดินอากาศกลางคืน 1 เที่ยว ระยะตั้งแต่ 50 กิโลเมตร
1.7 อุปกรณ์ขั้นต่ำและข่าวสารการบิน
อุปกรณ์ขั้นต่ำสำหรับบิน VFR มีสี่อย่าง ได้แก่ เข็มทิศ (Compass), นาฬิกา (Timepiece), มาตรวัดความสูง (Altimeter) และมาตรวัดความเร็วอากาศ (Airspeed Indicator)
ระบบข่าวสารการบิน (AIS) มีสามคำที่ต้องแยกให้ออก:
- NOTAM — ประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงหรืออันตรายชั่วคราว
- Routine AIREP — รายงานสภาพอากาศระหว่างบินตามปกติ เช่น ลมและอุณหภูมิ ณ จุดรายงาน
- Special AIREP — นักบินรายงานสภาพอากาศอันตรายที่พบโดยไม่คาดคิด เช่น น้ำแข็งเกาะหรือกระแสปั่นป่วนรุนแรง (ใน ICAO/EASA นี่คือคำที่ถูกต้อง ส่วน «PIREP» เป็นคำของ FAA/อเมริกาเหนือ ไม่ใช่ศัพท์มาตรฐาน ICAO)
Class B และ Class C (ความแตกต่าง)

Class B airspace คือห้วงอากาศควบคุมรอบสนามบินหลักที่มีการจราจรหนาแน่น ทุกอากาศยานไม่ว่าจะบินแบบ IFR หรือ VFR ต้องได้รับ ATC clearance ก่อนเข้าเสมอ และต้องติดตั้ง transponder พร้อม Mode C (altitude reporting) ATC จะให้การแยก (separation) แก่ทุกอากาศยานในห้วงนี้
Class C airspace นั้น ATC ให้การแยกระหว่าง IFR/IFR และ IFR/VFR แต่ไม่แยก VFR/VFR — นักบิน VFR จะได้รับ traffic information แทน อากาศยานทุกลำยังคงต้องติดต่อ ATC และได้รับอนุญาตก่อนเข้าห้วงอากาศ
SVFR (Special VFR) คือการอนุญาตพิเศษให้บินใน CTR (Control Zone) ในสภาพที่ต่ำกว่า VMC ปกติ โดยต้องมีทัศนวิสัยอย่างน้อย 1,500 m และต้องได้รับ ATC clearance ก่อนทุกครั้ง สำหรับนักบิน PPL ห้ามทำ SVFR ในเวลากลางคืน
CTR (Control Zone) คือห้วงอากาศที่ครอบคลุมรอบสนามบินที่มีการควบคุม โดยขยายลงถึงพื้นดิน (SFC) ส่วน TMA (Terminal Manoeuvring Area) คือห้วงอากาศเหนือสนามบินที่รองรับอากาศยานขาออกและขาเข้า มักเริ่มจากระดับความสูงหนึ่งขึ้นไป
---
รหัส Transponder สำหรับ VFR (Conspicuity)
ใน EASA/ICAO รหัส transponder มาตรฐานสำหรับนักบิน VFR ที่ไม่ได้รับรหัสเฉพาะจาก ATC คือ 7000 เรียกว่า conspicuity squawk ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรและอากาศยานอื่นสามารถระบุตัวตนบนจอ radar ได้
รหัส 7000 ใช้ในยุโรปและประเทศที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ICAO ทั่วไป ส่วน FAA (สหรัฐอเมริกา) ใช้รหัส 1200 สำหรับ VFR — ข้อสอบ EASA PPL จะถามรหัส 7000 เสมอ อย่าสับสนกัน
นอกจากนี้ยังมีรหัสฉุกเฉินที่ต้องจำ ได้แก่ 7700 (emergency), 7600 (radio failure), 7500 (unlawful interference/hijack) — รหัสเหล่านี้มีผลทันทีและ ATC จะดำเนินการโดยไม่ต้องรอการยืนยัน
---
ELT — วิทยุบอกตำแหน่งฉุกเฉิน (Emergency Locator Transmitter)
ELT (Emergency Locator Transmitter) คืออุปกรณ์ส่งสัญญาณฉุกเฉินที่ติดตั้งในอากาศยานเพื่อช่วยเหลือในการค้นหาและกู้ภัย ELT ดิจิทัลสมัยใหม่ส่งสัญญาณหลักที่ความถี่ 406 MHz ไปยังดาวเทียมในระบบ COSPAS-SARSAT ซึ่งสามารถระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำภายในไม่กี่กิโลเมตร
นอกจากสัญญาณ 406 MHz แล้ว ELT ยังส่ง homing signal ที่ความถี่ 121.5 MHz ซึ่งเป็น international distress frequency เพื่อให้อากาศยานหรือทีมกู้ภัยสามารถนำทางหาตำแหน่งได้ในระยะใกล้
ELT จะทำงานอัตโนมัติเมื่อตรวจพบแรงกระแทก (g-force) เกินระดับที่กำหนด หรือนักบินสามารถเปิดด้วยมือได้ในกรณีฉุกเฉิน อุปกรณ์ต้องได้รับการ ลงทะเบียน กับหน่วยงานของประเทศนั้น เพื่อให้ข้อมูลเจ้าของอากาศยานปรากฏในฐานข้อมูล COSPAS-SARSAT และช่วยลดการตอบสนองต่อสัญญาณ false alarm
เจาะหัวข้อที่ออกสอบบ่อย (อ้างอิงมาตรฐาน EASA ECQB)
สถานะทางกฎหมายของกฎ EASA (EASA Regulation Legal Status)
กฎที่ออกโดย EASA อยู่ในรูปของกฎข้อบังคับสหภาพยุโรป (EU Regulation) ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง (directly binding) และบังคับใช้ทันทีกับทุกประเทศสมาชิก (all member states) โดยไม่ต้องออกกฎหมายภายในประเทศมาแปลงใช้ จุดนี้ต่างจากภาคผนวกของ ICAO (ICAO Annexes) ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงมาตรฐานและข้อแนะนำ (Standards and Recommended Practices หรือ SARPs) ที่แต่ละรัฐภาคีสามารถนำไปออกกฎหมายเองหรือแจ้งข้อแตกต่าง (file a difference) ได้
ใบรับรองการตรวจสอบความสมควรเดินอากาศ (ARC – Airworthiness Review Certificate)
ARC ย่อมาจาก Airworthiness Review Certificate เป็นเอกสารที่ยืนยันว่าใบสำคัญสมควรเดินอากาศ (Certificate of Airworthiness หรือ CofA) ยังคงมีผลใช้ได้อยู่ ออกให้ภายหลังการตรวจสอบความสมควรเดินอากาศ (airworthiness review) ที่ดำเนินการโดยองค์กรหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาต โดยทั่วไป ARC มีอายุ 1 ปี และอาจขยายต่อได้ (extend) สองครั้งครั้งละ 1 ปี หากเครื่องบินอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม (controlled environment) อย่างต่อเนื่อง
ระดับความสูงเปลี่ยนผ่านและการตั้ง 1013.25 hPa (Transition Altitude)

ระดับความสูงเปลี่ยนผ่าน (transition altitude) คือความสูงที่เมื่อบินไต่สูงขึ้นพ้นระดับนี้ นักบินต้องเปลี่ยนการตั้งความกดบรรยากาศที่เครื่องวัดความสูง (altimeter) มาเป็นค่ามาตรฐาน 1013.25 hPa (standard pressure setting) เมื่อบินต่ำกว่าระดับนี้ให้ใช้ค่า QNH ของพื้นที่ และเรียกค่าที่อ่านได้ว่าความสูง (altitude) เมื่อบินสูงกว่าโดยใช้ 1013.25 hPa ค่าที่อ่านได้เรียกว่าระดับการบิน (Flight Level หรือ FL) ส่วนระดับ FL ต่ำสุดที่ใช้ได้เหนือ transition altitude เรียกว่า transition level
| ตำแหน่ง | การตั้งค่า | เรียกว่า |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า/ที่ transition altitude | QNH | Altitude |
| สูงกว่า/ที่ transition level | 1013.25 hPa | Flight Level |
โครงสร้างของเอกสารแถลงข่าวการบิน (AIP – Aeronautical Information Publication)
AIP คือเอกสารแถลงข่าวการบินที่แต่ละประเทศจัดทำขึ้น ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วน GEN (General) ที่ให้ข้อมูลทั่วไปและระเบียบของประเทศนั้น ส่วน ENR (En-route) ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบินตามเส้นทาง เช่น ห้วงอากาศ เส้นทางบิน และเครื่องช่วยเดินอากาศ และส่วน AD (Aerodromes) ที่ให้ข้อมูลของสนามบินแต่ละแห่ง เช่น แผนผัง ทางวิ่ง และความถี่วิทยุ
เครื่องหมายบนทางวิ่งตาม ICAO Annex 14 (Runway Markings)

ตาม ICAO Annex 14 เครื่องหมายบนทางวิ่ง (runway markings) ใช้สีขาว (white) เสมอ เช่น เส้นกึ่งกลางทางวิ่ง เลขหัวทางวิ่ง เครื่องหมายจุดแตะพื้น และเครื่องหมายขอบทางวิ่ง ในขณะที่เครื่องหมายบนทางขับ (taxiway markings) เช่น เส้นกึ่งกลางทางขับและเส้นขอบทางขับ ใช้สีเหลือง (yellow) การจำแยกสีนี้ช่วยให้นักบินแยกแยะพื้นที่ทางวิ่งออกจากทางขับได้ชัดเจน
กฎจราจรทางอากาศมาตรฐานยุโรป (SERA – Standardised European Rules of the Air)
SERA ย่อมาจาก Standardised European Rules of the Air เป็นกฎข้อบังคับฉบับเดียวของสหภาพยุโรปที่รวมกฎจราจรทางอากาศ (rules of the air) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทุกประเทศสมาชิก เพื่อให้กฎการบิน เช่น กฎการหลีกเลี่ยงการชนกัน กฎสิทธิการผ่านก่อน (right of way) และกฎ VFR/IFR เป็นแบบเดียวกัน SERA มีพื้นฐานมาจาก ICAO Annex 2 และออกในรูปของ EU Regulation จึงมีผลบังคับโดยตรง
เพิ่มเติมให้ครอบคลุมการสอบ ECQB
ความปลอดภัยการบิน (Aviation Security – ICAO Annex 17)
ICAO Annex 17 (Security) วางมาตรฐานป้องกันการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (acts of unlawful interference) เช่น การจี้เครื่องบิน (hijack) การก่อวินาศกรรม และการคุกคามด้วยระเบิด ความรับผิดชอบในการตรวจค้นผู้โดยสารและสัมภาระ (passenger and baggage screening) เป็นของผู้ดำเนินการสนามบินและรัฐ ไม่ใช่ของนักบิน เมื่อถูกจี้ นักบินต้องตั้ง transponder ที่ 7500 พยายามแจ้ง ATC อย่างลับ ๆ ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด และไม่กระทำการที่ยั่วยุ เป้าหมายคือการนำเครื่องลงจอดอย่างปลอดภัยและถ่ายโอนสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้น
ตารางทัศนวิสัยและระยะห่างจากเมฆสำหรับ VFR (SERA VMC Minima)

ตามกฎ SERA เกณฑ์ VMC ขึ้นอยู่กับชั้นห้วงอากาศและระดับความสูง ต้องแยกให้ออกระหว่าง «บินสูง» กับ «บินต่ำ» เพราะตัวเลขต่างกัน
กรณีบินสูง (เหนือ 3,000 ฟุต AMSL): ที่ระดับตั้งแต่ FL100 ขึ้นไป ต้องมีทัศนวิสัยการบินอย่างน้อย 8 กิโลเมตร ที่ระดับต่ำกว่า FL100 ใช้ทัศนวิสัย 5 กิโลเมตร ทั้งสองกรณีรักษาระยะห่างจากเมฆ แนวราบ 1,500 เมตร และแนวดิ่ง 1,000 ฟุต (ตัวเลข 1,500 ม. / 1,000 ฟุต ใช้กับ «กรณีบินสูง» เท่านั้น)
กรณีบินต่ำ (ที่หรือต่ำกว่า 3,000 ฟุต AMSL หรือ 1,000 ฟุตเหนือภูมิประเทศ — แล้วแต่ค่าใดสูงกว่า) ในห้วงอากาศ Class C–G: ใช้ทัศนวิสัยอย่างน้อย 5 กิโลเมตร แต่ระยะห่างจากเมฆเปลี่ยนเป็น อยู่พ้นเมฆ (clear of cloud) และ มองเห็นพื้นผิว (in sight of the surface) ไม่ต้องรักษา 1,500 ม. / 1,000 ฟุตอีก เพราะที่ระดับต่ำเช่นนี้นักบินอาศัยการมองพื้นเพื่อหลบเมฆแทน
อนุสัญญาชิคาโกและรายชื่อภาคผนวก ICAO (Chicago Convention and Annexes)
อนุสัญญาชิคาโก ค.ศ. 1944 ก่อตั้ง ICAO และวางหลักอธิปไตยเหนือห้วงอากาศของแต่ละรัฐ (มาตรา 1) สิทธิการบินผ่านและแวะจอดทางเทคนิคของเที่ยวบินไม่ประจำ (มาตรา 5) และระบบเสรีภาพการบิน (Freedoms of the Air) ห้าประการพื้นฐาน ภาคผนวก (Annexes) ที่นักบินต้องจำได้แก่ Annex 1 ใบอนุญาตบุคลากร, Annex 2 กฎจราจรทางอากาศ, Annex 6 การปฏิบัติการบิน, Annex 11 บริการจราจรทางอากาศ, Annex 14 สนามบิน, Annex 15 บริการข่าวสารการบิน และ Annex 17 ความปลอดภัย
เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียนอากาศยาน (Nationality and Registration Marks)

อากาศยานทุกลำต้องแสดงเครื่องหมายสัญชาติ (nationality mark) นำหน้า ตามด้วยเครื่องหมายทะเบียน (registration mark) เช่น G-ABCD ของสหราชอาณาจักร หรือ HS-XXX ของไทย เครื่องหมายเหล่านี้แสดงรัฐที่อากาศยานจดทะเบียนและต้องติดอย่างถาวรและมองเห็นได้ที่ลำตัวและปีก ใบรับรองการจดทะเบียน (Certificate of Registration) เป็นเอกสารที่ต้องพกบนเครื่องเสมอ และยืนยันว่าอากาศยานจดทะเบียนกับรัฐใด รัฐที่จดทะเบียนเป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแลความสมควรเดินอากาศของอากาศยานลำนั้น
สัญญาณภาคพื้นในลานสัญญาณ (Signal Square / Ground Signals)

ลานสัญญาณ (signal square) คือพื้นที่ใกล้หอบังคับการบินที่วางสัญญาณภาคพื้นให้นักบินเห็นจากอากาศ สัญญาณสำคัญได้แก่ ตัว T สีขาวหรือส้ม บอกทิศทางขึ้น-ลงตามด้านขีดของตัว T, รูปดัมเบล (dumbbell) หมายถึงให้เคลื่อนที่บนทางขับและทางวิ่งเท่านั้น, กากบาทสีขาวหรือเหลือง (white cross) หมายถึงพื้นที่นั้นปิดใช้งาน, ลูกศรสีเหลือง (yellow arrow) หมายถึงต้องบินวงจรการจราจรเลี้ยวขวา และสี่เหลี่ยมสีแดงมีเส้นทแยงสีเหลือง หมายถึงสนามบินไม่ปลอดภัย ห้ามลง
ตารางสัญญาณไฟและพลุครบชุด (Light and Pyrotechnic Signals)

นอกจากไฟเขียวคงที่ (อนุญาต) และไฟแดงคงที่ (ให้ทาง/หยุด) ปืนสัญญาณไฟยังมีสัญญาณกะพริบ ไฟเขียวกะพริบหมายถึงอากาศยานในอากาศได้รับอนุญาตให้กลับมาลง ส่วนภาคพื้นหมายถึงอนุญาตให้เคลื่อนที่ ไฟแดงกะพริบหมายถึงสนามบินไม่ปลอดภัย อย่าลง หรือภาคพื้นให้ออกจากพื้นที่ลงจอด ไฟขาวกะพริบ (flashing white) สำหรับอากาศยานในอากาศหมายถึงให้กลับมาลงสนาม ส่วนภาคพื้นหมายถึงให้กลับไปยังจุดเริ่มต้นบนสนาม พลุสีแดง (red pyrotechnic) หมายถึงห้ามลงในขณะนี้แม้มีสัญญาณอื่นก่อนหน้า
หน่วยบริการจราจรทางอากาศและขั้นการแจ้งเหตุ (ATS Units and Alerting Phases)
บริการจราจรทางอากาศประกอบด้วยหลายหน่วย ศูนย์ข้อมูลการบิน (FIC – Flight Information Centre) ให้บริการข้อมูลการบินและการแจ้งเหตุในเขต FIR ส่วน AFIS (Aerodrome Flight Information Service) ให้ข้อมูลที่สนามบินซึ่งไม่มีหอควบคุม บริการข้อมูลการจราจร (traffic information service) แจ้งให้ทราบถึงอากาศยานอื่นที่อาจเป็นภัย บริการแจ้งเหตุ (alerting service) มีสามขั้น คือ INCERFA (uncertainty phase) เมื่อไม่แน่ใจในความปลอดภัย, ALERFA (alert phase) เมื่อกังวลถึงความปลอดภัย และ DETRESFA (distress phase) เมื่อเชื่อว่าอยู่ในภาวะอันตรายร้ายแรง
กฎความสูงต่ำสุดและการบินต่ำ (Minimum Heights – SERA.5005)

ตามกฎ SERA.5005 ห้ามบินต่ำกว่า 500 ฟุต เหนือพื้นดินหรือน้ำ ยกเว้นในการขึ้นลงหรือเมื่อได้รับอนุญาต เหนือพื้นที่ชุมชนหนาแน่น เมือง หรือชุมนุมชนกลางแจ้ง ต้องบินสูงพอที่จะลงจอดฉุกเฉินได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินภาคพื้น และอย่างน้อยต้องสูง 1,000 ฟุต เหนือสิ่งกีดขวางสูงสุดในรัศมี 600 เมตร จากอากาศยาน ข้อกำหนดนี้ช่วยให้มีระยะปลอดภัยและเวลาในการตัดสินใจหากเครื่องยนต์ขัดข้อง
ระดับการบินครึ่งวงกลมตามทิศทางแม่เหล็ก (SERA Semicircular Cruising Levels)

ระบบระดับการบินครึ่งวงกลม (semicircular rule) จัดสรรระดับการบินตาม ทิศทางแม่เหล็กของแนวบิน (magnetic track) ไม่ใช่หัวเครื่อง (heading) และไม่ใช่ «ตะวันออก/ตะวันตก» แบบคร่าว ๆ จุดตัดอยู่ที่ 180 องศาพอดี เมื่อ magnetic track อยู่ในช่วง 000 ถึง 179 องศา ให้ใช้ระดับการบิน เลขคี่ (odd levels) เช่น FL30, FL50, FL70 เมื่อ magnetic track อยู่ในช่วง 180 ถึง 359 องศา ให้ใช้ระดับการบิน เลขคู่ (even levels) เช่น FL40, FL60 สำหรับเที่ยวบิน VFR เหนือระดับเปลี่ยนผ่าน ให้ใช้ระดับเดียวกันนี้แล้ว บวกเพิ่ม 500 ฟุต จากระดับ IFR ที่สอดคล้องกัน (เช่น VFR ใน track 090° ใช้ FL55 = FL50 + 500 ฟุต)
ใบสำคัญแพทย์ (Medical) และการคงสภาพใบอนุญาต
นักบิน PPL ต้องถือ ใบสำคัญแพทย์ชั้น 2 (Class 2 Medical Certificate) จึงจะใช้สิทธิตามใบอนุญาตได้ อายุของใบสำคัญแพทย์ชั้น 2 ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ถือ ณ วันตรวจ และเป็นข้อสอบที่ออกบ่อยมาก
| อายุผู้ถือ ณ วันตรวจ | อายุใบสำคัญแพทย์ชั้น 2 |
|---|---|
| ต่ำกว่า 40 ปี | 60 เดือน (5 ปี) |
| 40 ถึง 50 ปี | 24 เดือน (2 ปี) |
| มากกว่า 50 ปี | 12 เดือน (1 ปี) |
ข้อควรระวัง: หากตรวจตอนอายุใกล้เกินช่วง (เช่น ตรวจตอนอายุ 39 แต่จะครบ 40 ก่อนหมดอายุ) ใบสำคัญแพทย์จะถูกลดอายุลงให้สอดคล้องกับช่วงอายุที่สูงกว่า กล่าวคือยึดเกณฑ์ที่เข้มกว่าเสมอ
นอกจากใบสำคัญแพทย์แล้ว ใบอนุญาต PPL ยังต้อง คงสภาพความชำนาญ (recency / revalidation) เพื่อให้ใช้สิทธิได้ต่อเนื่อง โดยศักยบัตรประเภทเครื่องบินชั้นเดียวเครื่องยนต์เดียว (SEP class rating) มีอายุ 24 เดือน และต่ออายุได้โดยภายใน 12 เดือนสุดท้าย ก่อนหมดอายุ ต้องสะสม บินอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ซึ่งรวมถึง 6 ชั่วโมงในฐานะผู้ควบคุมอากาศยาน (PIC), ขึ้นลงอย่างน้อย 12 ครั้ง, และ เที่ยวบินฝึกทบทวนกับครูการบินอย่างน้อย 1 ชั่วโมง (training flight) หากปล่อยให้ขาดช่วง ต้องสอบภาคปฏิบัติเพื่อต่ออายุ (proficiency check) แทน
ตารางสรุปภาคผนวก ICAO (ICAO Annexes Quick Reference)
อนุสัญญาชิคาโกมีภาคผนวก (Annexes) ทั้งหมด 19 ฉบับ แต่ที่ข้อสอบ PPL ถามบ่อยมีไม่กี่ฉบับ จำเป็นชุดดังตารางนี้
| Annex | หัวข้อ (อังกฤษ) | สาระสำคัญ (ไทย) |
|---|---|---|
| Annex 1 | Personnel Licensing | ใบอนุญาตบุคลากรการบิน (นักบิน ช่าง ฯลฯ) |
| Annex 2 | Rules of the Air | กฎจราจรทางอากาศ (ที่มาของ SERA) |
| Annex 3 | Meteorology | อุตุนิยมวิทยาการบิน |
| Annex 6 | Operation of Aircraft | การปฏิบัติการบิน |
| Annex 7 | Aircraft Nationality and Registration Marks | เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียนอากาศยาน |
| Annex 8 | Airworthiness of Aircraft | ความสมควรเดินอากาศ |
| Annex 10 | Aeronautical Telecommunications | การสื่อสารและเครื่องช่วยเดินอากาศ |
| Annex 11 | Air Traffic Services | บริการจราจรทางอากาศ (ATS) |
| Annex 14 | Aerodromes | สนามบิน (เครื่องหมาย ไฟ ทางวิ่ง) |
| Annex 15 | Aeronautical Information Services | บริการข่าวสารการบิน (AIS / AIP / NOTAM) |
| Annex 17 | Security |
สรุปท้ายบท
กฎหมายการบินเปรียบเหมือนกฎจราจรของท้องฟ้า เน้นความจำเป็นหลัก ทั้งสิทธิการผ่านทาง ไฟและสัญญาณ ชั้นห้วงอากาศ ความต่างของ VFR กับ IFR เอกสารประจำเครื่อง รหัสฉุกเฉิน และตัวเลขเกณฑ์ของ PPL เมื่อจำได้แม่นยำ บทนี้จะกลายเป็นแหล่งเก็บคะแนนชั้นดี
คำศัพท์สำคัญ
อากาศยานที่กำลังบิน หรือเคลื่อนที่บนพื้นที่ขับเคลื่อน (manoeuvring area)
กฎว่าใครต้องหลีกทางให้ใคร สวนกัน/แซง = เลี้ยวขวา
แดงปีกซ้าย เขียวปีกขวา ขาวท้าย
แจ้งการเปลี่ยนแปลงหรืออันตรายชั่วคราว อยู่ใน ICAO Annex 15 (AIS)
Certificate of Airworthiness ออกครั้งเดียวแต่ต้องมี ARC ยืนยันว่ายังใช้ได้
จุดที่มักออกสอบ
- บินสวนกันและแซง — เลี้ยวขวาเสมอ
- ไฟเดินอากาศ: แดงซ้าย เขียวขวา ขาวท้าย
แบบทดสอบท้ายบท
212 ข้อ